ประวัติการตั้งพิพิธภัณฑ์อูบคำ

เนื่องจากประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา อาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์อูบคำได้พบเห็นชาวต่างชาติเข้ามาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้มาเสาะแสวงหาและกว้านซื้อของเก่า อาทิเช่นผ้าเก่า เครื่องเขิน ไปเป็นจำนวนมาก อาจารย์จึงได้คิดขึ้นมาว่าถ้าไม่มีใครเก็บสะสมของพวกนี้ไว้ คงจะต้องตกไปเป็นสมบัติของชาวต่างชาติจนหมดสิ้น และอีกไม่นานสมบัติเหล่านี้คงจะหมดไปจากประเทศไทย อนุชนรุ่นหลังของเราจะศึกษาค้นคว้าถึงอดีตบรรพบุรุษ คงต้องตามไปศึกษาศิลปวัฒนธรรมของเราเองจากต่างประเทศ ดังนั้น อาจารย์จึงได้เริ่มสะสมข้าวของเครื่องใช้ของชาวล้านนา อาจารย์ฯได้ทุ่มเททั้งเวลา ทั้งแรงกายและแรงใจและทุนทรัพย์ เสาะแสวงหาข้าวของเครื่องใช้ไม้สอยของเจ้าฟ้า เจ้านาง เครื่องเขิน เครื่องเงิน ของใช้ในราชสำนักล้านนา อันทรงคุณค่าและประเมินมิได้ แล้วได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อูบคำไว้ให้เป็นสมบัติของชาติเพื่อให้ อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าถึงความเป็นมาของบรรพบุรุษของรานั้นมีศิลปะว ัฒนธรรมภูมิปัญญาว่ายิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจมิได้ด้อยกว่าชนชาติใดในโลก

ศิลปวัฒนธรรมของชาวล้านนา ได้มีการสั่งสมมานับแต่อดีตนับเป็นมรดก สมบัติอันล้ำค่าที่สืบต่อสายธารแห่งชีวิตมีทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมอันก่อให้เกิดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองซึ่งรู้กันทั่วไปว่า วัฒนธรรมล้านนาไทย แม้ว่าในปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษกิจ สังคม และ เทคโนโลยีจะเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในท้อง ถิ่นนี้เช่นเดียวกับภิภาคอื่นๆ จนทำให้วัฒนธรรมอันดั้งเดิมอันดีงามบางอย่างต้องสูญเสียไปท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทว่าด้วยสายเลือดและจิตวิญญาณที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของชาวล้านนาทาง พิพิธภัณฑ์อูบคำจึงได้ทุ่มเทและสะสมศิลปะวัตถุและศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้ให้แก่ชนรุ่น หลังได้ช่วยกันอนุรักษ์และชื่นชมในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของเราชาวล้านนาและให้ได้ ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่ี่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์สืบทอดมาอย่างน่าภาคภูมิใจ

คำว่า อูบคำ เป็นชื่อที่มาจากอูบทองคำที่นายจุลศักดิ์ฯ ได้รับเป็นมรดกตกทอดจากบิดา ซึ่งสือเชื้อสายจากพระยาสุลวฤาชัย (หนานทิพย์ช้าง) เจ้านครลำปาง (พ.ศ.2275-2301) และใช้ชื่อดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

อูบคำ ทำจากไม้ไผ่นำมาสานขัดกันจากนั้นจึงลงรักปิดทอง อูบมีหลายขนาด เป็น ภาชนะสำหรับใส่อาหารสำหรับพระมหากษัตริย์และพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่